ผู้เขียน หัวข้อ: มะขามที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี สามารถนำมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้  (อ่าน 6 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 13, 2018, 09:04:51 AM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 19
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ขาม (ภาคใต้) , ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ตะลูบคลำ (โคราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
สกุล  Fabaceae
ถิ่นกำเนิด เชื่อกันว่ามะขามมีถิ่นเกิดในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในตอนนี้ แล้วต่อจากนั้นมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกภายในแถบประเทศอินเดีย รวมทั้งในประเทศแถเขตร้อนของทวีปเอเชียและประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้จะมีหลักฐานว่ามะขามมีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่ว่าสำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา และเป็นที่รู้จักดีมากว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏเนื้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงมะขามอยู่หลายที่ อาทิเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้คนใดกันแน่สร้างได้ไว้แก่มัน” เป็นต้น  จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจัดกระจายจำพวกเข้ามาสู่ประเทศไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  ยิ่งไปกว่านี้มะขามยังเป็นพืชพันธุ์ไม้พระราชทางรวมทั้งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ดังนี้มะขามฯลฯไม้แข็งแรงแข็งแรง และก็เป็นต้นไม้ที่แก่ยืนยาวมากประเภทหนึ่ง ในประเทศศรีลังกามีแถลงการณ์ว่าเจอมะขามที่แก่มากกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย พบมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ เชื่อว่าแก่กว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนเณรแก้วเรียนวิชากับคุณครูอาจจะเจ้าวัดวัดแค ว่า
“ทั้งยังพิชัยสงครามล้วนความรู้บางทีก็อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกสิ่งไปเสกใบมะขามได้เปรียบแตน”
มีชาวสุพรรณฯ จำนวนมากมั่นใจว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในตอนนี้ เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่เณรแก้วฝึกฝนเสกใบมะขามเหนือชั้นกว่าแตนในครั้งนั้น
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมาก แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 เซลเซียสมัธยม มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 เซลเซียสม. กว้าง 4.5-9 มัธยมม. ปลายใบมน หรือบางครั้งบางคราวก็เว้าเข้านิดหน่อย ฐานใบทั้งยัง 2 ข้างเว้าเข้าไม่เท่ากัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบหุ้มห่อดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดร่วงไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงเรื่อๆกลีบดอกไม้มี 5 กลีบ ขนาดแตกต่างกัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบสีแดงเข้ม ขอบกลีบดอกไม้มีรอยย่นๆกลีบดอกไม้ 2 กลีบล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากส่วนกลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเม็ดมากมาย ฝักทรงกระบอก แบนเล็กน้อย ยาว 3-14 เซลเซียสมัธยม กว้าง 2 เซลเซียสม. เปลือกนอกสีเทา ด้านในมีเม็ด 3-10 เม็ด เมล็ดมีเปลือกนอก สีน้ำตาลปนแดงเรียบวาว ออกดอกในตอนเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝักแก่ในราวเดือนธันวาคม
การขยายพันธุ์  โดยปกติ มะขามสามารถแพร่พันธุ์จะได้ด้วยเม็ด แต่ตอนนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อกิจการค้ามากเพิ่มขึ้น จึงนิยมปลูกจากต้นจำพวกที่ได้จากการทำหมัน แล้วก็การเสียบยอดเป็นหลัก เนื่องจากว่าสามารถได้ผลผลิตได้เร็วเพียงแค่ไม่ถึงปีหลังการปลูก อีกทั้ง ต้นที่ปลูกด้วยแนวทางลักษณะนี้จะมีลำต้นไม่สูงเหมือนการเพาะเม็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดการ แล้วก็การเก็บผลผลิตซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง เตรียมแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน แล้วก็ต้นหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน หลังจากนั้น ค่อยไถกลบอีกรอบ แล้วตากดินทิ้งเอาไว้อีก 5-7 วัน ก่อนจะกระทำขุดหลุมปลูกภายในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 เซนติเมตร กว้างยาว 50 เซนติเมตร
  • การปลูก ใช้ต้นประเภทที่ได้จากการทำหมัน หรือการเพาะเมล็ด ควรเลือกขนาดต้นชนิดที่สูงโดยประมาณ 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอกหรืออุปกรณ์ทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือประมาณ 25-30 ซม. ก่อนนำต้นประเภทลงปลูก พร้อมกลบดิน แล้วก็รดน้ำให้เปียกแฉะ หลังจากนั้น ให้นำฟางข้าวมาวางหุ้มรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ ภายหลังการปลูกแล้วจะกระทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเพื่อต้นตั้งตัวได้ โดยควรให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง ต่อไป ค่อยให้น้อยลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ดังนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยแม้เป็นช่วงหน้าฝนไม่ต้อง


การใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในช่วงนี้กระทั่งต้นจะเติบโตพร้อมได้ผล ซึ่งตอนนั้นก็เลยเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อรีบผลิตผล ความถี่การใส่ปุ๋ยประมาณ ปีละ 2-3 ครั้ง ดังนี้ ควรให้ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกคราวภายหลังการปลูกแล้วราวๆเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 ก็เลยให้เริ่มติดผลประโยชน์
                นอกเหนือจากนี้มะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนชื้น อย่างเช่น ประเทศในแถบอเมริกากึ่งกลาง เอเซียอาคเนย์ และแอฟริกา  จึงถือว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยรวมทั้งอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับมะขามจำนวนไม่น้อย
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลเบื้องต้นเม็ดมะขามประกอบด้วยอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีจำนวนไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งบางส่วน  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นมูก  (mucilaginous material) 60% ได้แก่ โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อพินิจพิจารณาดูส่วนประกอบสำคัญๆพบว่าเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% และก็เส้นใย 11.3% โดยที่เม็ดมะขามประกอบด้วยโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % ขี้เถ้า 4.2% แล้วก็คาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่พบในเม็ดมะขามคืออัลบูมิน (albumins) และก็โกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเม็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบเป็นซิสเทอีนรวมทั้งเมทไธโอนีน อยู่สูงถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้เท่ากับ 2.50%  ยิ่งกว่านั้นเปลือกเม็ดมะขามยังมีสารพวกอทนนิน โดยมีรายงานว่าในเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้จัดหมวดหมู่ได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นค่ะเตวัวแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังเจอกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  แล้วก็ในใบมะขามพบกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) แล้วก็กรดมาลิก (Malic acid) นอกจากนั้น ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีหัวหน้าไปใช้ประโยชน์กันอย่างมากมาย โดยมะขามพันธุ์แดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามประเภทอื่นๆมีเม็ดสีจำพวกแอนทอลแซนติน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) แล้วก็อาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขามโดยประมาณปริมาณร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนตำหนินน้อย ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) แค่นั้น และก็ในเปลือกเม็ดมะขามมีลิวโคแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) เป็นต้น
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะขามีดังนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.152 มก. Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.143 มก.
  • วิตามินบี 6 0.066 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มก.
  • วิตามินซี 3.5 มิลลิกรัม Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มก.
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มก.
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มิลลิกรัม Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มก.


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ประโยชน์ซึ่งมาจากมะขามสิ่งแรกที่พวกเรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยมากเป็นใช้บริโภคไม่ว่าจะรับประทานใหม่ๆหรือใช้ทำมะขามเปียกไว้สำหรับประกอบอาหาร มะขามเปียกมีกรดอินทรีย์อยู่สูงก็เลยเปรี้ยวมากมาย ใช้ทำอาหารไทยที่อยากได้รสเปรี้ยว เป็นต้นว่า แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง และต้มยำโฮกอือ ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นยังใช้สำหรับเพื่อการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลากหลายประเภท อาทิเช่น น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกแดนนรก และก็น้ำพริกคั่วแห้ง ฯลฯ
ทั้งนี้มะขามฝักอ่อนรวมทั้งใบมะขามอ่อน ก็เอามาทำอาหารได้สิ่งเดียวกัน ทั้งยังยังสามารถนำมะขามมาทำผลิตภัณฑ์แปรรูปได้อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , รวมทั้งเหล้าองุ่นมะขาม ผงมะขาม , สบู่ , และก็แชมพูมะขาม เป็นต้น  ส่วนผลดีด้านอื่นๆก็มีอีกเป็นต้นว่า แก่นไม้มะขาม สำหรับชาวไทยแล้วเขียงกว่าปริมาณร้อยละ 90 ทำมาจากไม้มะขาม เนื่องจากมีคุณลักษณะเหมาะสมกว่าไม้อื่นๆดังเช่นว่า เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือพิษที่จะปนไปกับอาหาร นอกจากนี้ยังหาง่ายอละคงทนอีกด้วย นอกจากใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะกับทำครก สาก เพลา แล้วก็ดุมเกวียน ใช้กลึงหรือสลัก ถ้าหากนำมาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เม็ดมะขาม (แก่) ประยุกต์ใช้เป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วให้สุกแล้วกินโดยตรง นำมาเพาะให้แตกหน่อก่อน (เสมือนถั่วงอก) แล้วก็ค่อยนำไปเตรียมอาหาร หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ ยิ่งกว่านั้นเมล็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวได้ดี
สำหรับสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยบอกว่า ดอก ใบรวมทั้งฝักอ่อน ปรุงเป็นอาหารกินแก้ร้อนในหน้าร้อน แก้อาการไม่อยากกินอาหารและก็อาหารไม่ย่อยในฤดูร้อนลดความดันเลือด น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้อาหารไม่ย่อยรวมทั้งฉี่ทุกข์ยากลำบาก น้ำสุกจากใบให้เด็กรับประทานขับพยาธิ และเป็นประโยชน์ในคนเป็นโรคดีซ่าน ใบสด ใช้พอกบริเวณหัวเข่าหรือข้อพับทั้งหลายแหล่ที่บวมอักเสบหรือที่เคล็ดลับปวดเมื่อย, ฝี, ตาเจ็บ และก็แผลหิด ใบแห้งบดเป็นผง ใช้โรยบนแผลเน่าเรื้อรัง แล้วก็ใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยสำหรับการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกเลือด เอามาต้มผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆใช้อาบข้างหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงรวมทั้งแก้ไข้ ,แก้ท้องเสีย , รักษาแผล เนื้อหุ้มห่อเมล็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆบางทีอาจเนื่องมาจากกรดตาร์ตาริค แต่ถ้าเกิดเอาไปต้มกระทั่งสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกจากนั้นยังคงใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยในการย่อย ขับลม ขับเสมหะ , ละลายเสมหะ  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้หิวน้ำ ทำให้มีชีวิตชีวา ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย  แล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งให้กินในรายที่ท้องผูกเสมอๆ แก้พิษสุรา อาหารไม่ย่อย อ้วก เจ็บป่วยและท้องเดิน เนื้อในเม็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องเสีย ช่วยสำหรับการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน เบื่อข้าว แพ้ท้อง อาเจียนอาเจียน ท้องผูก เด็กเป็นตานขโมย ใช้เนื้อห่อเมล็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้กิน  แก้พิษเหล้า ขับเสลด ใช้เนื้อหุ้มห่อเมล็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลทรายรับประทาน  แก้ไข้ ใช้เนื้อห่อเมล็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้หิวช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย กินเนื้อหุ้มห่อเมล็ด แล้วดื่มน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ หลังคลอดและก็ข้างหลังรู้สึกตัวใช้ ทำให้สดชื่น หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสมหะ แก้ท้องขึ้นแน่น ของกินไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินกระทั่งเป็นขี้เถ้าขาว กินทีละ 60-120 มิลลิกรัม และยังใช้ขี้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากบ้วนปาก แก้คอเจ็บแล้วก็ปากเจ็บได้อีกด้วย หรืออาจใช้เนื้อห่อเม็ดรับประทานทีละ 15 กรัม ช่วยสำหรับการย่อยของกิน  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาอาการท้องผูก       สามารถทำได้ 3 วิธี เป็นใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือกิน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน แก้ท้องเดิน ท้องร่วง ใช้เปลือกเม็ดสีน้ำตาลปนแดงวาว 600 มก. เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มกินวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการแตกต่างจากปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อห่อเม็ด รับประทานทีละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องเสียแล้วก็คลื่นไส้แล้วก็ใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในลำไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เม็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเมล็ดมาแช่น้ำเกลือจนถึงนุ่ม แล้วกินครั้งละ 20 เม็ด เครื่องดื่มประเภทหนึ่งชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เพิ่มลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานแล้วก็การบูรบางส่วน ใช้ดื่มแก้ไข้และก็อาการอักเสบต่างๆเช่น เป็นไข้ อาหารไม่ย่อย อาการเปลี่ยนไปจากปกติเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ท้องเดิน รวมทั้งใช้แก้ลมแดดได้ดิบได้ดี ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม ตระเตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมารับประทาน แก้อาการไม่อยากกินอาหาร (ความสามารถของยาชง จะมากขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานและการบูร ช่วยเพิ่มรส) และในระยะฟื้นไข้ ก็ให้รับประทานเนื้อหุ้มห่อเม็ดกับนม เนื้อหุ้มห่อเมล็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อห่อหุ้มเม็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้เช็ดนวดในโรครูห์มาติเตียนสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากบ้วนปากแก้เจ็บคอ กระเพาะอักเสบ  นำมะขามแฉะไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาเช็ดตัวเบาๆช่วยทำให้ผิวหนังกระชุ่มกระชวยตลอดทั้งวัน มะขามเปียกและก็ดินสอพองผสมจนถูกกัน เอามาพอกหน้าทิ้งเอาไว้ราว 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับสดใสรวมทั้งสะอาดเพิ่มขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและก็นมสด ใช้พอกผิว ช่วยให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูดีและก็สดใส

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่กำหนดขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.ก. แล้วก็สารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ ได้ผลยับยั้งเชื้อ S. aureus ไม่แน่ชัด ในเวลาที่สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มก./มิลลิลิตร ให้ผลยั้งเชื้อดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต่ำมากมาย สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่ระบุขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนแล้วก็สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. แล้วก็สารสกัดน้ำ ไม่ระบุส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 ก./มิลลิลิตร ไม่เป็นผลยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง ดังเช่น  Bacillus subtilis, Escherichia coli และ Salmonella typhi แต่ว่าสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างอ่อน
มีการทดลองในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกหุ้มเมล็ดมะขาม หรือเมล็ดมะขาม ให้สัตว์ทดลองกินพบว่าเปลือกเม็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าจำนวนที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการบริโภคในไก่ คือ 100 มก.ต่อกก. โดยที่สามารถลดความตึงเครียดจากความร้อน (heat stress) และลดภาวการณ์ออกสิเดทีฟสเตรทได้ แต่การเรียนรู้อีกฉบับรายงานว่าเม็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกเมล็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางอาหารในไก่ได้ ไก่ที่กินเมล็ดมะขามดังที่กล่าวถึงมาแล้วเจอผลกระทบเป็น กินน้ำเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีขนาดของตับอ่อนและก็ความยางของลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้ผู้ทำการวิจัยแนะนำว่ามีต้นเหตุจากโพลีแซคคาไรด์ที่ไม่สามารถย่อยได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้และเพศภรรยาที่รับประทานอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคค้างไรด์จากเม็ด ขนาด 5% ของของกิน ไม่พบพิษ แต่หนูถีบจักรเพศเมียที่ทานอาหารผสมดังที่ได้กล่าวมาแล้วขนาด 1.2 รวมทั้ง 5% จะมีน้ำหนักลดน้อยลงตั้งแต่อาทิตย์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) ทานอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% และ 10% นาน 4 อาทิตย์ พบว่าน้ำหนักลดลง (weight gain) รวมทั้ง feed conversion ratios น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง  มีการเปลี่ยนทางพยาธิสภาพ คือ มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ และ cortex ของไตตาย (necrosis) ในสัปดาห์ที่ 2 และก็ 4 ไก่กลุ่มที่ทานอาหารผสม 10% จะมีพยาธิภาวะรุนแรงกว่าไก่กลุ่มที่กินอาหารผสม 2% ผลการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มเพิ่มขึ้น total serum protein น้อยกว่ากลุ่มควบคุม (กรุ๊ปที่ไม่ได้กินอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase แล้วก็ total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol แล้วก็ total protein จะไม่กลับสู่ภาวการณ์ปกติในตอน 2 สัปดาห์ภายหลังจากไม่ได้รับอาหารผสมแล้ว ผลการตรวจทางโลหิตวิทยาไม่มีความเคลื่อนไหว
หนูขาวเพศเมียแล้วก็เพศผู้กินอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขาม 4, 8 รวมทั้ง 12% นาน 2 ปี ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของความประพฤติปฏิบัติ อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินของกิน ผลทางวิชาชีวเคมีในเยี่ยวและก็เลือด ผลของการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ แล้วก็พยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่กินสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ เท่ากับ 1 กรัม/กิโลกรัม นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF กินอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเมล็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 แล้วก็ 5% ของของกิน ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอความแตกต่างจากปกติใดๆก็ตามความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในของกินในหนูเพศผู้เท่ากับ 3,278.1 มก./กิโลกรัม/วัน และก็ในหนูเพศภรรยาเท่ากับ 3,885.1 มิลลิกรัม/กก./วัน ไม่เจอพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แม้กระนั้นสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะอาหารหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษต่อตัวอ่อนในท้อง และสารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารเข้าไปในกระเพาะอาหารหนูขาวเพศเมีย ขนาด 200 มก./กก. ไม่ทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แต่ว่าไม่เป็นผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 รวมทั้ง TA98
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สำหรับในการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะขามสุก)นั้นควรที่จะเลือกมะขามที่ปลอดเชื้อโรครา เนื่องจากบางทีอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้
  • การบริโภคมะขามมากจนเกินไปอาจทำให้เป็นผลกระทบกับร่างกายได้อาทิเช่น ท้องเดิน ท้องเสีย
  • การบริโภคมะขามไม่ควรหวังผลสำหรับการรักษา/คุณประโยชน์ของมะขามมากเกินไปควรจะบริโภคแต่ว่าพอดีและไม่ควรบริโภคต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน
  • ยังมีส่งผลการค้นคว้าที่ชี้ชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ควรใช้มะขามมาลดหุ่น
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal